มหาวิทยาลัยของรัฐ
- เกษตรศาสตร์
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ธรรมศาสตร์
- มหิดล
- ศรีนครินทร์วิโรฒ
- สงขลานครินทร์
- รามคำแหง
- สุโขทัยธรรมาธิราช
- เชียงใหม่
   
หน่วยงานราชการ
- กระทรวงศึกษาธิการ
- สภาการศึกษาแห่งชาติ
   
องค์กรมุสลิม
- สำนักข่าวมุสลิมไทย
- สมาคมคุรุสัมพันธ์
- มูลนิธิศรัทธาชน
- คณะกรรมการกลางอิสลาม ฯ
- สถาบันมาตรฐานฮาลาล
 
อิสลามกับสิ่งเสพติด

ประวัติยาสูบ (Nicotiana tabacum) เป็นพืชพื้นเมืองของทวีป อเมริกาใต้ ตามปกติมีลำต้นสูงตั้งแต่ 1-2.5 เมตร ใบรียาว ประมาณ 90 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 30 เซนติเมตร ดอกมีหลายสีตาม แต่ชนิด เช่น สีชมพู แดง ขาว และเหลือง เป็นต้น ดอกยาสูบเป็นดอกกะเทยเพราะมีเกสรตัวผู้และตัวเมีย ในดอกเดียวกัน ดังนั้น มันจึงสามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยแมลง ต้นยาสูบเจริญเติบโตได้ดีใน แทบทุกภูมิอากาศของโลก แต่ ณ เวลานี้ จีน อเมริกา ตุรกี บราซิล และรัสเซียกำลังครองความเป็นประเทศผู้นำในการปลูกยาสูบ
 
นักประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อประมาณ 2,000 ปีแล้ว นักบวชชาวมายา (Maya) นิยมพักผ่อนด้วย การสูดดมควันที่ได้จากการเผาใบยาสูบแห้ง J. Cartier นักผจญภัยชาวฝรั่งเศสได้รายงานในปี พ.ศ. 2078 ว่า ชาวอินเดียนแดงนิยมสูดดมควันยาสูบ เพราะควันทำให้จิตใจ สงบสดใสและสมองปลอดโปร่ง เขาจึงได้นำต้นยาสูบไปปลูก เผยแพร่ในฝรั่งเศส และเมื่อ J. Nicot เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำโปรตุเกสได้ กราบทูลพระราชินี Catherine de Medicis ว่าควันยาสูบสามารถรักษาโรคร้าย ได้หลายชนิด การปลูกยาสูบจึงได้แพร่หลายไปทั่วโลก และเพื่อเป็นเกียรติแก่ Nicot นักชีววิทยาจึงได้ตั้งชื่อสกุลของต้นยาสูบว่า Nicotiana และใบยาสูบก็ได้ถูกแปรสภาพ เป็นไส้บุหรี่ให้ผู้คนสามารถสูบได้ อย่างสะดวกสบายในเวลาต่อมา

 
 
ในปี พ.ศ. 2402 M. Bouisson ได้สังเกตเห็นว่า คนไข้ของเขาที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ลำคอและปากล้วนเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดทั้งสิ้น เขาจึงตั้งข้อสงสัยในคุณค่าการสูดดมควันบุหรี่ งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา ได้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ระหว่างมะเร็งกับการสูบบุหรี่ว่า คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง มดลูก หลอดไต หลอดอาหาร กระเพาะ เต้านม ตับอ่อน ไต ลำไส้ใหญ่และเม็ดเลือดได้ สถิติที่ได้จากการสำรวจยังแสดงให้เห็นอีกว่า คนที่สูบบุหรี่จัดมักมีอายุสั้น เพราะป่วยด้วยโรค นานาชนิด และสำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด หากมีการสูบบุหรี่ด้วยก็จะมีโอกาสสูงในการเสียชีวิตยิ่งกว่าคนที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันนี้ แต่ไม่สูบบุหรี่เลยถึงสามเท่า

ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พบแล้วว่า นอกจากบุหรี่จะมีนิโคติน (nicotine) ที่ทำให้คนสูบติดอย่างงอมแงมแล้ว บุหรี่ยังมีสารเคมี ที่เป็นพิษอีกมากมาย เช่น 4-aminobiphenyl ซึ่งสามารถทำให้คนสูบเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ nitroamines ที่มีประสิทธิ ภาพในการทำให้เกิดมะเร็งมากที่สุด hydrogen cyanide ที่ทำให้ปอดระคาย carbon monoxide ที่ทำให้ระดับออกซิเจน ในเลือดต่ำแล้วควันบุหรี่ยังมี benzo-a-pyrene ตะกั่ว polonium, benzene และ acrolein อีกด้วย ซึ่งสารเหล่านี้ต่างก็เป็น สารพิษทั้งสิ้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เมื่อแพทย์ได้พบว่าผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่ มักเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด ในสมองแตก ผิวหนังเหี่ยวย่น ตาเป็นต้อ และถ้าคนที่สูบบุหรี่หกล้มกระดูกแตกหัก แผลกระดูกของเขาก็จะสมานช้า นอกจากนี้แพทย์ก็ยัง พบอีกว่า ควันบุหรี่ยังทำให้คนสูบเป็นโรคถุงลมปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่อง และทารกที่คลอดจากสตรีที่สูบบุหรี่ก็มักมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าทารกของสตรีที่ไม่สูบบุหรี่เลย เท่านั้นยังไม่พอ สถิติที่ได้จากการสำรวจ ยังแสดงให้เห็นอีกว่า สตรีที่สูบบุหรี่มักจะมีปัญหาในการตั้งครรภ์และคลอดมากยิ่งกว่าสตรีที่ไม่สูบบุหรี่เลยอีกด้วย

 
 

ควันบุหรี่ใช่ว่าจะฆ่าเฉพาะคนที่สูบบุหรี่เท่านั้น มันยังสามารถทำร้ายคนใกล้ชิดหรืออยู่ใกล้คนที่สูบอีกด้วย เพราะขณะนี้แพทย์มี หลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใกล้ชิดกับคนสูบสามารถทำให้ควันบุหรี่ที่มีละอองพิษผ่านเข้าไปทำร้ายเยื่อหุ้มปอด และเนื้อเยื่อในปอดของคนใกล้ชิดได้ ถึงแม้ว่าปริมาณควันพิษนั้น จะน้อยเพียง 1% ของคนสูบโดยตรงก็ตาม สถิติการตายของคน อเมริกันเพราะการสูดควันโดยทางอ้อมเช่นนี้มีมากถึง 3,000 คนต่อปี เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว คนอเมริกันเสียชีวิตด้วยโรคที่มีสาเหตุจากบุหรี่ถึง 350,000 คนต่อปี ซึ่งนับว่าสูงเป็น 7 เท่าของจำนวน ผู้ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และมากเป็น 10 เท่าของคนที่ตายด้วยเอดส์ ณ วันนี้ คนอเมริกัน 50 ล้านคนสูบบุหรี่ นั่นก็หมายความว่า มีคน 4 แสนคนที่จะตายด้วยควันบุหรี่/ปี และเมื่อทั้งโลกมีคนสูบบุหรี่ 1,200 ล้านคน จำนวนคนที่จะต้องเสียชีวิตด้วยโรคบุหรี่ ก็อาจจะมากถึง 4 ล้านคน/ปี

ในการวิเคราะห์หาสาเหตุว่า เหตุใดคนจึงติดบุหรี่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าบุหรี่มีโทษมหันต์เช่นนี้ นักชีวเคมีได้พบว่า สาร nicotine ในใบยาสูบ เป็นตัวการสำคัญ บุหรี่ที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปมีนิโคติน 4-4.5% และสาร nicotine นี้ หากเข้าไปในร่างกายของคนสูบ เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้คนสูบติดบุหรี่ได้ทันที ข้อสรุปนี้ได้จากผลงานวิจัยของ D. Mc. Gehee แห่งมหาวิทยาลัย Chicago ที่ได้พบว่า สาร dopamine ที่เซลล์สมองหลั่งออกมาเวลาได้รับ nicotine ทำให้ร่างกายรู้สึกเป็นสุข ดังนั้น การได้รับ nicotine อย่างสม่ำเสมอจะทำให้คนคนนั้นติดบุหรี่ และถ้าเป็นผู้หญิงด้วยละก็ การติดบุหรี่จะง่ายยิ่งกว่าผู้ชาย ทั้งนี้เพราะ D. Kandel แห่ง New York State Psychiatric Institute ในสหรัฐอเมริกาได้พบว่า หากเขาทดลองให้ nicotine แก่ผู้หญิงและผู้ชายปริมาณเท่ากัน การมีปอดที่เล็กกว่า ทำให้ความเข้มแข็งของ nicotine ในร่างกายผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจึงติดบุหรี่ง่ายและเลิกบุหรี่ยาก สถิติการสำรวจในอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2542 ก็ได้ยืนยันเรื่องนี้ว่ามีสตรีอังกฤษ 12,765 คนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอด ซึ่งสูงยิ่งกว่า การตายด้วยโรคมะเร็งทรวงอก และสถิตินี้สูงกว่าสถิติปี 41 ถึง 36% ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มว่า สตรีกำลังติดบุหรี่มากขึ้น

ในการรณรงค์เพื่อไม่ให้สูบบุหรี่นั้น แพทย์ได้พบว่า คนที่ติดบุหรี่มากเวลาไม่ได้รับ nicotine จะกระสับกระส่าย มีสมาธิสั้น บ้างก็ นอนไม่หลับ และ 20 นาที หลังจากการอดบุหรี่ ความดันโลหิตจะลด ชีพจรจะเต้นช้าลง และเมื่อเวลาผ่านไป 8 ชั่วโมง ระดับออกซิเจน ในเลือดจะเพิ่มจนถึงระดับปกติ ในขณะเดียวกัน ระดับคาร์บอนมอนนอกไซด์จะลด และหลังจากที่หยุดสูบบุหรี่ 2 วัน ระบบความรู้สึก รับรสและกลิ่นต่างๆ จะทำงานดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน การเคลื่อนไหวของร่างกาย การทำงานของปอดก็จะดีขึ้นด้วย และหากหยุดได้นาน 10 ปี โอกาสการเป็นโรคต่างๆ ก็จะลดลงได้ลงถึง 50% แต่การจะหยุดได้ถึงระดับนี้ คนที่ติดบุหรี่ต้องใช้ยา บวกความพยายาม ความตั้งใจ และความอดทนสูง เขาจึงจะเอาชนะยาเสพย์ติดชนิดนี้ได้

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น คนหลายคนหยุดบุหรี่ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะตั้งใจและพยายามสักปานใด เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ แพทย์หลายคนจึงมีความเห็นว่า เราน่าจะทำบุหรี่ให้ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ประดิษฐ์บุหรี่ที่ไร้สารมะเร็ง หรือใช้คลื่นไมโครเวฟ ฆ่าจุลินทรีย์ที่ผลิต nitrosamines เสีย แต่ก็มีหลายคนคิดว่า การทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดี เพราะจะทำให้ผู้คนหันมาสูบบุหรี่มากขึ้น

เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 P. Newhouse แห่งมหาวิทยาลัย Vermont ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานว่าถึงแม้บุหรี่ จะทำให้ร่างกายเป็นโรค แต่ nicotine ในบุหรี่สามารถเป็นยาสำหรับคนบางคนได้ เพราะเขาได้สังเกตเห็นว่าสาร nicotine ทำให้คนที่เป็นโรค Parkinson โรคจิตเภท โรค Alzheimer ฯลฯ ทำงานดีขึ้นเพราะในคนที่เป็นโรค Parkinson และ Alzheimer นั้น สมองขาด dopamine ดังนั้น การที่สมองหลั่ง dopamine เพราะถูก nicotine กระตุ้น ทำให้คนเป็น Alzheimer มีความจำดีขึ้นและร่างกายคนที่เป็น Parkinson ไม่กระตุกมาก เป็นต้น ดังนั้น จึงดูเสมือนว่า nicotine ที่ร้ายปานมัจจุราช อาจเป็น มิตรสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคบางโรคได้ และถ้าให้เลือกว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับมัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่บุคคล ซึ่งก็เหมือนกับกรณีฝิ่น นั่นแหละครับ เพราะถ้าสูบแล้วจะติดจนตัวตาย แต่คนไข้ไหนที่เป็นมะเร็งแล้วจะปฏิเสธฝิ่นบ้าง เวลาเจ็บมากๆ 

ทรรศนะอิสลามกับสิ่งเสพติด

 
ไม่มีตัวบทจากอัลกุรอานและอัลฮาดีษที่ชี้ขาดโดยตรงถึงเรื่องการสูบบุหรี่หรือการเสพสิ่งเสพติด ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้ามหรือเป็นสิ่งอนุญาต แต่หลังจากที่ทำการค้นคว้าพบว่าสิ่งที่อยู่ในบุหรี่คือนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดการมึนเมา ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เกิดการมึนเมา ถึงแม้ว่าจะน้อยก็ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม เพราะได้มีรายงานจากท่านอีหม่ามอะฮฺมัดและท่านอีหม่ามอบูดาวุดว่า
 
عن أم سلمة رضي الله عنها قالت: (( نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم عن كل مسكر ومفتر)) رواه الإمامان أحمد وأبو داود.                                                                                                                                                  
ความว่า: รายงานจากพระนางอุมมุซาลามะฮฺ (รอฏิฯ) ซึ่งนางได้กล่าวว่า “ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ (ศ็อลฯ) ได้ห้ามจากทุก ๆ สิ่งที่ทำให้มึนเมาและขาดสติ”
 
และในเรื่องนี้ มีนักนิติศาสตร์อิสลามหลายท่านที่ให้ทัศนะต่าง ๆ กันไป บางท่านให้ทัศนะว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งมักโร๊ะไม่ใช่สิ่งต้องห้าม และผมเชื่อว่าผู้ที่ให้ทัศนะว่ามักโร๊ะนั้น อาจจะไม่รู้ถึงข้อแท้จริงในด้านของการแพทย์ และอาจจะไม่รู้ถึงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้และสั่งห้ามในอัลกุรอานและอัลฮาดีษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะยืนยันดังต่อไปนี้ 
 
การสูบหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง และยังเป็นอันตรายต่อครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจ และกฎบัญญัติอิสลามได้กล่าวไว้ว่า (التحريم يتبع الضرر) “ข้อห้ามจะติดตามอันตรายมา” ทุก ๆ สิ่งที่เป็นอันตรายต่อตนเอง ผู้อื่น และทรัพย์สิน ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะการสั่งห้ามนั้นเป็นการป้องกันจากอันตราย ดังนั้นการสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งต้องห้าม
ท่านอิบนุอับบาสได้รายงานว่าท่านร่อซู้ล (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า
 
(( لاضرر ولا ضرار ))                              
 
ความว่า: “ไม่มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและไม่มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น”
 
ดังนั้นการสูบบุหรี่นั้นเป็นอันตรายกับตนเองและผู้อื่นด้วย และเนื่องจากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงตรัสไว้ในซูเราะฮฺบากอเราะฮฺโองการที่ 195 ว่า
 
وَلاَ تُلْقُوْا بِأَيْدِيْكُمْ إِلَى التَّهْلُكَة

 ความว่า: “และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศ”
 
การสูบบุหรี่เป็นการทำลายทรัพย์สิน และการทำลายทรัพย์เป็นสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม เพราะท่านอีหม่ามบุคอรีย์ได้รายงานว่า
 
أنّ النبي محمدا صلى الله عليه وسلم قال: ((إنّ الله حرم عليكم إضاعة المال)) رواه البخارى.
 
ความว่า: แท้จริงท่านนบีมูฮำมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงห้ามพวกท่านจากการทำลายทรัพย์สิน”
 
ดังนั้นการซื้อบุหรี่ไม่เพียงเป็นการทำลายทรัพย์สิน แต่ยังเป็นการทำลายตนเองและผู้อื่นด้วย และในภพหน้า (วันกิยามะฮฺ) เขาจะถูกถามถึงเรื่องดังกล่าว เพราะได้มีรายงานมาจากท่านอีหม่ามตีรมีซีว่า
 
عن الأسلمى أنّ رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: ((لا تزول قدما عبد يوم القيامة حتى يسأل عن أربع: عن عمره فيم أفناه ، وعن علمه فيم فعل به ، وعن ماله من أين اكتسبه ، وفيم ضيعه ، وعن جسمه فيم أبلاه)) رواه الإمام الترمذى.                                                           
 
ความว่า: รายงานจากท่านอัลอัสลามีว่า แท้จริงท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ในวันกิยามะฮฺสองเท้าของบ่าวยังคงก้าวต่อไป จนกระทั้งเขาได้ถูกถามถึงสี่เรื่อง (หนึ่ง) จากอายุของเขา อะไรที่ทำลายอายุของเขา? (สอง) จากความรู้ของเขา อะไรที่เขาได้ปฏิบัติด้วยกับความรู้นั้น? (สาม) จากทรัพย์สินของเขา จากที่ไหนที่เขาได้แสวงหาทรัพย์สินนั้นมา? และอะไรที่ทำให้ทรัพย์นั้นหมดไป? (สี่) จากร่างกายของเขา อะไรที่ได้มาทดสอบร่างกายของเขา”
 
จากอัลฮาดีษนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่าในภพหน้า (วันกิยามะฮฺ) อัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ)จะทรงถามบ่าวของพระองค์ถึงสี่เรื่อง คือ
อายุ ด้วยกับคำถามที่ว่า ตายด้วยสาเหตุอะไร? 
ความรู้ ด้วยกับคำถามที่ว่า นำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติหรือไม่ และปฏิบัติอย่างไร?
ทรัพย์สิน ด้วยกับคำถามที่ว่า ได้ทรัพย์สินมาด้วยวิธีใด? และใช้จ่ายไปในเรื่องอะไรบ้าง?
ร่างกาย ด้วยกับคำถามที่ว่า ได้ถูกทดสอบอย่างไรบ้าง ในขณะมีชีวิตอยู่?
 
บุหรี่ถือว่าเป็นยาพิษชนิดหนึ่งที่บันทอนชีวิตมนุษย์ทีละน้อย ๆ จนท้ายที่สุดก็เริ่มมีอาการที่เห็นได้ชัด อิสลามได้สัญญาแก่ทุก ๆ คนที่ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ด้วยกับวจนะของท่านร่อซู้ล (ศ็อลฯ) ที่ว่า
 
((من شرب سما فـقتل نفسه فهو يتحساه في نار جهنم خالد مخلدا فيها))      
 
ความว่า: “ผู้ใดที่ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย แน่นอนเขาจะได้ลิ้มรสของพิษดังกล่าวในนรกยะฮันนัมตลาดกาล”
 
กลิ่นของบุหรี่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น จำเป็นที่เราจะต้องปลีกตัวออกห่างและไม่ให้เข้าไปป่นแปกับผู้สูบบุหรี่ เพราะการสูดกลิ่นบุหรี่นั้นเป็นการทำลายสุขภาพร่างกาย ท่านอีหม่ามบุคอรีย์และท่านอีหม่ามมุสลิมได้รายงานามาว่าท่านร่อซู้ลได้กล่าวไว้ว่า
 
((من أكل بصلا أو ثوما فليعتزلنا وليعتزل مسجدنا وليقعد في بيته))

 
ความว่า: “ผู้ใดกินหัวหอมหรือกระเทียม จงปลีกตัวออกห่างจากเรา และจงปลีกตัวออกห่างจากมัสยิดของเรา และจงเข้าไปนั่งในบ้านของเขา”
 
กลิ่นของบุหรี่มักโร๊ะฮฺและเป็นอันตรายไม่น้อยไปกว่ากลิ่นของหัวหอมและกระเทียมเลย และได้มีรายงานจากวจนะของท่านร่อซู้ลที่ว่า
 
((إنّ الملائكة تتأذى مما يتأذى منه الناس))

 
ความว่า: “แท้จริงมลาอีกะฮฺจะได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่มนุษย์ได้รับความเดือดร้อน”
 
เมื่อผู้เสพบุหรี่สงสัยว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่อิสลามห้ามหรือไม่ ก็จงทำความเข้าใจกับวจนะของท่านร่อซู้ล (ศ็อลฯ) นี้
 
((دع ما يريبك إلى ما لا يريبك))

 
ความว่า: “ท่านจงละทิ้งสิ่งที่ทำให้ท่านสงสัย (โดยมุ้งปฏิบัติ) ไปยังสิ่งที่ไม่ทำให้ท่านสงสัย”
 
ท่านร่อซู้ล (ศ็อลฯ) ได้สั่งให้เรามุสลิมออกห่างจากสิ่งที่คลุมเครือ โดยให้ละทิ้งสิ่งดังกล่าวและให้เลือกปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ทำให้เราเกิดความสงสัย
 
กระทรวงสาธารณะสุขโลกได้ลงมติว่า นิโคตินที่อยู่ในยาเส้นเป็นสารที่ทำให้เกิดการมึนเมา และทุก ๆ สิ่งที่ทำให้เกิดการมึนเมาเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยไม่ทำให้เกิดการมึนเมาก็ตาม แต่เมื่อเสพเข้าไปมาก ๆ จะทำให้เกิดการมึนเมา
 จากเจ็ดสาเหตุนี้ จึงตัดสินได้ว่าการสูบบุหรี่หรือสิ่งเสพติดอื่น ๆ เป็นสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม ไม่ใช้สิ่งมักโร๊ะฮฺ เพราะในแต่ละสาเหตุจากสาเหตุทั้งเจ็ดนี้ถูกอ้างอิงไปยังอัลกุรอานและอัลฮาดีษซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตาม.
 
[1] ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
โดย.. ดร. อะฮฺหมัด เชากีย์ อิบรอฮีม
แปลและเรียบเรียงโดย.. อะฮฺหมัด มุสตอฟา โต๊ะลง

 
แหล่งข้อมูล : mtf24.spaces.live.com
Copyrights © 2010 www.tarbiah.ac.th All Rights Reserved.
Email : info@tarbiah.ac.th
counter