มหาวิทยาลัยของรัฐ
- เกษตรศาสตร์
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ธรรมศาสตร์
- มหิดล
- ศรีนครินทร์วิโรฒ
- สงขลานครินทร์
- รามคำแหง
- สุโขทัยธรรมาธิราช
- เชียงใหม่
   
หน่วยงานราชการ
- กระทรวงศึกษาธิการ
- สภาการศึกษาแห่งชาติ
   
องค์กรมุสลิม
- สำนักข่าวมุสลิมไทย
- สมาคมคุรุสัมพันธ์
- มูลนิธิศรัทธาชน
- คณะกรรมการกลางอิสลาม ฯ
- สถาบันมาตรฐานฮาลาล
 
คำสอนอิสลามกับคำว่าแม่

คำสอนอิสลามกับคำว่าแม่

 

คำสอนอิสลามกับคำว่าท่านรอซูลุลลอฮมุฮำหมัด (ซ.ล) บุรุษผู้ที่โลกทั้งหลายต่างให้การสดุดี มารดาของท่าน อามีนะห์ บินติ วะฮับ เป็นผู้หญิงที่มีเกรียติใสสังคมอาหรับกุเรช นางแบกท้องลูกรักด้วยความทะนุถนอมดั่งชีวิต ลูกที่กำพร้าพ่อตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ อับดุลลอฮ บิน อับดุลมุตตอลิบ พ่อผู้จากไปตั้งแต่มุฮำหมัดอายุได้สองเดือน ความโดดเดี่ยวไร้คู่เคียงในยามตั้งครรภ์ดูจะโหดร้ายเหลือเกินสำหรับผู้หญิงที่เคยมีคู่ชีวิต เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่การจากไปเพียงชั่วครู่ชั่วยามอย่างที่อับดุลลอฮผู้เป็นนักการค้าที่มักเดินทางไปค้าขายในเมืองต่างๆที่ห่างไกล  แต่การจากไปที่ไม่มีวันกลับมาอีก แต่ด้วยความรักเมตตาของอัลเลาะฮ์ ความเศร้าโศกของการสูญเสียถูกทดแทนด้วยรางวัลอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ รอซูลุลลอฮ มุฮำหมัด (ซ.ล) บทเรียนที่อามีนะห์ได้รับนี้ คือ ความหมายของคำว่าแม่ ที่ต้องมีความอดทนอย่างดีงามในความเป็นแม่ มันคือเป็นบททดสอบความเป็นแม่แม้ทั้งสองจะใช้เวลาของการเป็นแม่ลูกไม่นานนักก็ตาม

 อัลกุรอานที่กล่าวถึงแม่

๑.และอัลเลาะฮฺทรงบันดาลให้พวกเจ้าคลอดออกจากท้องมารดาของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าไม่รู้สิ่งใดเลย และพระองค์ทรงบันดาลดวงตา หู และจิตใจแก่พวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้กตัญญู (อันนะหฺลิ อายะที่ ๗๘)

๒.และเราได้มีคำสั่งแก่มวลมนุษย์ให้กระทำความดีกับผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดาของเขาได้ตั้งครรภ์เขาด้วยความทุกข์ทรมานเป็นที่สุด และได้เลิกการให้นมในสองปี โดยเหตุนั้นเจ้าจงกตัญญูต่อข้า และต่อผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเจ้า และข้าคือที่กลับคืน (ลุกมาน อายะห์ที่ ๑๔)

๓.และเราได้สั่งแก่มนุษย์ให้ทำดีแก่ผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเขา ซึ่งมารดาของเขาได้ตั้งครรภ์เขามาด้วยความทุกข์ทรมาน และการตั้งครรภ์เขาจนถึงการหย่านมแก่เขานั้น(ใช้เวลาประมาณ)สามสิบเดือน จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุสู่วัยฉกรรจ์ และบรรลุสู่วัยอายุสี่สิบปี เขาก็กล่าวว่า “โอ้องค์อภิบาล โปรดดลใจข้าพเจ้าให้กตัญญูในความโปรดปรานของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดแก่ข้าพเจ้า และแก่ผู้ให้กำเนิดทั้งสองของข้าพเจ้า (อัลอะห์กอฟ อายะห์ที่ ๑๕)

๔.พวกเขาจะถามเจ้าว่า อะไรที่พวกเขาพึงใช้จ่าย เจ้าจงตอบเถิดว่า อันความดี(ทรัพย์สิน)ที่พวกเจ้าได้ใช้จ่ายนั้น ที่จริงต้องให้แก่ผู้ให้กำเนิดทั้งสอง แก่บรรดาเครือญาติ แก่ลูกำพร้า แก่คนอนาถา และแก่ผู้พลัดถิ่น และความดีใดๆที่พวกเจ้าประพฤติไว้ แท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงรอบรู้ยิ่ง (อัลบะกอเราะฮ์ อายะห์ที่ ๒๑๕)

๕.พระผู้อภิบาลของเจ้าสั่งให้เจ้าอย่าได้เคารพภักดีสิ่งใดนอกจากพระองค์ และจงทำดีต่อผู้ให้กำเนิดทั้งสอง แม้นว่ามีคนหนึ่งจากทั้งสองหรือทั้งสองคนก็ตาม อยู่กับเจ้าในวัยชรา เจ้าจงอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า “อุฟ” (คำอุทานที่แสดงถึงความเบื่อหน่าย ความรำคาญและรังเกียจ) เจ้าอย่าขู่ตะคอกแก่ทั้งสอง และจงพูดกับทั้งสองด้วยคำพูดที่ยกย่อง (อัลอิสรออฺ อายะห์ที่ ๒๓)

๖.และเราได้สั่งแก่มวลมนุษย์ให้ทำดีต่อผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเขา แต่หากแม้ทั้งสองบังคับเคี่ยวเข็ญเจ้า ให้เจ้าทำการตั้งภาคีต่อข้า ในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ต่อมันมาก่อน เจ้าจงอย่าเชื่อฟังเขาทั้งสอง เพราะคือที่กลับของพวกเจ้า และข้าจักแจ้งให้พวกเจ้าได้รู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้าเคยประพฤติไว้ (อัลอังกะบูต อายะห์ที่ ๘)

๗.และผู้ที่กล่าวกับผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเขาว่า “อุฟ” (น่ารำคาญท่านทั้งสองเหลือเกิน) สมควรหรือที่ท่านทั้งสองจะสัญญาแก่ฉันว่าฉันจะออก(มาจากสุสานอีกหลังจากตายไปแล้ว) ทั้งๆที่บรรดาผู้ที่อยู่ก่อนหน้าฉัน(ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครฟื้นขึ้นมา) ? ทั้งๆที่เขาทั้งสอง(ผู้ให้กำเนิดเขานั้น)ขอความอนุเคราะห์ต่ออัลเลาะฮ์(เพื่อทรงประทานความปลอดภัยแก่บุตรของตน และได้ตักเตือนบุตรด้วยความหวังดีและเป็นห่วงว่า) “จงระวังความหายนะของเจ้า เจ้าจงศรัทธาเถิด แท้จริงสัญญาของอัลลอฮย่อมเป็นจริงเสมอ” แต่แล้วเขากลับพูดว่า “สิ่งนี้หาใช่อื่นใดไม่ นอกจากเป็นนิยายปรัมปราของบรรพชนในอดีต (อัลอะห์กอฟ อายะห์ที่ ๑๗)

หะดีษที่กล่าวถึงแม่ ความยิ่งใหญ่ของแม่

ท่านนบีมุฮำหมัด (ซ.ล) กล่าวว่า “ใครที่ทำฮัจญ์ในบ้านหลังนี้(บัยตุลลอฮ) โดยไม่พูดจาหยาบคายและไม่ฝ่าฝืน เขาจะกลับไปเหมือนกับวันที่แม่ให้กำเนิดเขา” (บุคอรี)


อัลเลาะฮ์สั่งให้ทำดีต่อแม่

ท่านนบีมุฮำหมัด (ซ.ล) กล่าวว่า “แท้จริงอัลเลาะฮ์สั่งให้พวกเจ้าทำดีต่อแม่ของพวกเจ้า หลังจากนั้นก็สั่งให้ทำดีต่อแม่ของพวกเจ้า หลังจากนั้นก็สั่งให้ทำดีต่อญาติใกล้ชิดต่อๆไป” (บุคอรี)


แม่คือผู้ได้สิทธิในเรื่องกตัญญู

มีผู้กล่าวถามนบี(ซ.ล)ว่า “ใครกันที่ฉันต้องกตัญญูรู้คุณ” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “แม่ของท่าน” เขาจึงถามต่อว่า “ใครคือผู้ที่ฉันต้องกตัญญูรู้คุณ” ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แม่ของท่าน” และเขาก็ได้ถามว่า “ใครคือผู้ที่ฉันต้องกตัญญูรู้คุณ” ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แม่ของท่าน” และเขาได้ถามอีกว่า”แล้วใครอีกที่ฉันต้องกตัญญูรู้คุณ” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “พ่อของท่านหลังจากนั้นก็ญาติใกล้ชิด” (บุคอรี)


แม่ผู้เป็นเพื่อนที่ดีงาม

มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี(ซ.ล)และกล่าวว่า “ใครคือเพื่อนที่ดีงามที่สุดของฉัน ท่านรอซูลอลลอฮ” ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แม่ของท่าน” ชายคนนั้นจึงถามต่อว่า “แล้วหลังจากนั้นคือใคร” ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แม่ของท่าน” ชายคนนั้นถามต่ออีกว่า “แล้วหลังจากนั้นคือใคร” ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แม่ของท่าน” และชายคนนั้นก็ถามต่ออีกว่า “แล้วหลังนั้นคือใคร “ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “พ่อของท่าน”


อย่าได้สาปแช่งพ่อแม่

ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แท้จริงการสาปแช่งพ่อแม่เป็นบาปที่ยิ่งใหญ่” จึงมีผู้กล่าวว่า “การสาปแช่งพ่อแม่นั้นเป็นอย่างไร ท่านรอซูลุลลอฮ” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “การที่คนๆหนึ่งบริภาษ(ด่าทอ ให้ร้าย เหยียดหยาม ทำให้เสียชื่อเสียง) พ่อแม่คนอื่น และคนอื่นนั้นก็บริภาษพ่อแม่ของอีกฝ่ายกลับคืน”           (บุคอรี)


ห้ามทรยศต่อแม่

ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “แท้จริงอัลเลาะฮ์ห้ามพวกเจ้าทรยศแม่ ห้ามวะห์ฮาต และห้ามฝังลูกสาว และเป็นเรื่องน่ารังเกียจสำหรับพวกเจ้าที่ชอบอ้างโน้นอ้างนี่ (กีล่าวะกอล่า) และมีถามมาก และการผลาญทรัพย์สิน” (บุคอรี)


จำเป็นที่จะต้องติดต่อสัมพันธ์กับแม่แม้ว่านางจะเป็นมุชริกก็ตาม

จากอัชมาอ์ นางได้กล่าวว่า “ แม่ของฉันมาหาฉันโดยนางเป็นมุชริก(ผู้ตั้งภาคีต่อัลเลาะฮ์)” นางจึงถามท่านนบี(ซ.ล)ว่า “แท้จริงแม่ฉันเป็นมุชริกโดยนางมีความปรารถนา” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “ใช่ จงติดต่อสัมพันธ์กับแม่ของท่าน” (บุคอรี)


ท่านนบี(ซ.ล)เยื่ยมกุโบรแม่ของท่าน

ท่านนบี(ซ.ล) กล่าวว่า “แม้ความจึงการเยี่ยมกุโบรจะถูกห้ามต่อพวกเจ้า แต่ถูกอนุญาตแก่นบีมุฮำหมัดในการเยี่ยมกุโบรแม่ของท่าน ดังนั้น พวกเจ้าจงเยี่ยมเยือนนาง เพราะจะทำให้นึกถึงวันอาเคเราะห์      (ติรมีซี)


ชดใช้ตามสัญญาของแม่

มีชายคนหนึ่งต้องการให้ท่านนบี(ซ.ล)ตอบถึงการสัญญาของแม่ที่เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้ทำมัน ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “จงทำสิ่งนั้น(ชดใช้)แทนแม่ให้สมบูรณ์” (ติรมีซี)


ชดใช้หนี้ของแม่

มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี(ซ.ล)แล้วกล่าวว่า “แม่ของฉันเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ถือศีลอด ฉันจะชดใช้ให้นางได้ไหม” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “หากแม้นว่าแม่ท่านมีหนี้สิน ท่านจะชดใช้ให้นางไหม” เขากล่าวว่า “ครับ(ฉันจะต้องชดใช้ให้หนี้สินนั้นของนาง) ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “ หนี้ของอัลเลาะฮ์นั้นถือเป็นสิทธิที่ต้องชดใช้” (มุสลิมและนาซาอี)


จำเป็นต้องขออนุญาตแม่

ชายคนหนึ่งถามท่านนบี(ซ.ล)ว่า “ฉันต้องขออนุญาตแม่ด้วยหรือ ท่านรอซูลุลลอฮ” ท่านนบีกล่าวว่า “ใช่(ต้องขออนุญาต) ชายคนนั้นกล่าวต่อว่า “แท้จริงฉันอยู่กับแม่ของฉันในบ้าน” ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “จงขออนุญาตนาง” และชายคนนั้นกล่าวอีกว่า “แท้จริงฉันคอยดูแลรับใช้นาง” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “จงขออนุญาตนาง ท่านชอบหรือที่จะเห็นนางเปลือยเปล่า (เมื่อไม่มีลูกแม่ก็เหมือนชีวิตเปลือยเปล่า) ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “เจ้าจงขออนุญาตนาง” (มุวัตฎออฺ อิหม่ามมาลิก)


ความหมายของแม่ที่แท้จริง

ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า “ระหว่างแม่สองคนซึ่งมีลูกชายอย่างละคน ได้มีหมาป่ามาเอาลูกของอีกคนหนึ่งไป นางจึงกล่าวกับเพื่อนนางว่า แท้จริงหมาป่าเอาลูกเธอไป และหญิงอีกคนหนึ่งก็กล่าว่า แท้จริงหมาป่าเอาลูกเธอไปต่างหาก ทั้งสองจึงไปหานบีดาวุดเพื่อให้ตัดสิน นบีดาวุดตัดสินให้แก่หญิงที่แก่กว่า และทั้งสองก็ไปหานบีสุลัยมานโดยเล่าเรื่องราวให้นบีฟัง นบีสุลัยมานจึงกล่าวว่า เจ้าจงเอามีดมาให้ฉัน ฉันจะตัดแบ่งให้เจ้าทั้งสอง หญิงที่อ่อนวัยกว่าจึงกล่าวว่า ขอความเมตตาจากอัลเลาะฮ์ อย่าทำอย่างนั้นเลย ลูกคนนี้คือลูกของนาง นบีสุลัยมานจึงตัดสินให้ลูกคนนั้นเป็นของหญิงที่อ่อนวัยกว่า (นาซาอี) 


ผลของการทำดีต่อแม่

มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี(ซ.ล) และกล่าวว่า “ฉันปรารถนาจะทำการญีฮาด(ออกรบในสงคราม) แต่ฉันไม่มีความสามารถ” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “เจ้ายังเหลือพ่อหรือแม่สังคนไหม” ชายคนนั้นตอบว่า “แม่ของฉัน” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “อัลเลาะฮ์ทรงตอบรับเมื่อเจ้าทำดีกับนาง และเมื่อเจ้าทำได้ดังกล่าวแล้ว เจ้าก็เป็นผู้ทำฮัจญ์ ผู้ทำอุมเราะห์ และผู้ต่อสู้ญีฮาด” (อบูอะอฺลา และต๊อบรอนี)


สวรรค์ที่เท้าของแม่

ตอลฮะห์ บิน มุอาวียะห์ อัลซุลามี (ร.ด) กล่าวว่า “ฉันมาหาท่านนบี(ซ.ล) และฉันได้กล่าวว่า “ฉันต้องการทำญีฮาด(ออกรบในสงคราม)ในหนทางของอัลเลาะฮ์” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “แม่ของท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่” ฉันกล่าวว่า “ใช่ นางยังมีชีวิตอยู่” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “จงยึดขาของนางไว้ (ยกย่องอ่อนโยนต่อนาง) และด้วยความพอใจของนาง สวรรค์อยู่ตรงนั้น” (ต๊อบรอนี) คล้ายกับคำกล่าวที่ว่า “สวรรค์อยู่ใต้เท้ามารดา”

ญาฮิมะห์ได้มาหาท่านนบี(ซ.ล)และได้กล่าวว่า “ฉันต้องการออกสงคราม ฉันมาเพื่อให้ท่านอนุญาติแก่ฉัน โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “ท่านมีแม่อยู่กับท่านหรือไม่” เขาตอบว่า “ครับ ผมมีแม่อยู่” ท่านนบี(ซ.ล)จึงกล่าวว่า “แท้จริงสวรรค์อยู่ที่เท้าของนาง” (อิบนุมาญะและนาซาอี)

 บทส่งท้าย

๑.อัลกุรอานกำหนดให้ทำการเชื่อฟังพ่อแม่พร้อมกัน (บิรรุลวาลิไดยฺ)


๒.ลูกคือข้อทดสอบจากอัลเลาะฮ์(ซ.บ)


๓.ลูกคือเครื่องประดับ ความภูมิใจ บารมีของพ่อแม่เพียงแค่ในโลกดุนยา


๔.ลูกกับแม่คือบทเรียนแห่งความมหัสจรรย์และยิ่งใหญ่ของความรัก


๕.อัลเลาะฮ์ใช้ให้มนุษย์เคารพภักดีพระองค์ และใช้ให้ทำดีต่อพ่อแม่


๖.แม่คือหัวใจของครอบครัว  เป็นร่มเงา และคอยให้ความสุขแก่ลูก


๗.หัวใจของแม่ คือ โรงเรียนของลูกๆ


๘.ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยความรักของแม่ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง


๙.อย่ากลัวความจนที่จะสร้างลูกให้มีชีวิตและเป็นบ่าวที่ดีของอัลเลาะฮ์(ซ.บ)


๑๐.อัลกุรอานเน้นให้แม่กับลูกแลกเปลี่ยนชีวิตกันและกันให้มาก


๑๑.คำสั่งของอัลเลาะฮที่ใช้ให้เชื่อฟังพ่อแม่มีมาตั้งแต่สมัยนบียุคก่อนๆแล้ว


๑๒.อย่าดูถูกแม่ตัวเอง และอย่าดูถูกแม่คนอื่น


๑๓.ความเป็นแม่ลูกไม่ได้ขาดลงเพราะเรื่องการนับถือศาสนาที่ต่างกัน


๑๔.ไปเยี่ยมเยือนแม่แม้ท่านจะอยู่ในกุโบรแล้วก็ตาม


๑๕.ลูกก็เหมือนอาภรของแม่ เมื่อแม่ขาดลูกก็เหมือนชีวิตนี้เปลือยเปล่า


๑๖. มีมนุษย์ที่เกิดมาโดยไม่มีพ่อ แต่ไม่มนุษย์คนใดเกิดมาโดยไม่มีแม่ ยกเว้นอาดำและฮาวา


๑๗.อย่ามัวเน้นแต่การให้มรดกทางดุนยาเพียงด้านเดียว ความจริงมรดกยิ่งใหญ่ที่สุดคือการให้จริยธรรมอันดีงาม


๑๘.หลังจากมนุษย์ลงมาจากสรรค์ แม่คือสิ่งแรกที่สร้างสรรค์โลกนี้ให้เกิดขึ้น

 “จงเรียนรู้คุณค่าของคำว่ารักผ่านความรักของแม่”

 

 
แหล่งข้อมูล : kamalulislam.com
Copyrights © 2010 www.tarbiah.ac.th All Rights Reserved.
Email : info@tarbiah.ac.th
counter